ไม่ใช่ทุกอย่างที่ควรทำกับทุกๆเรื่องไปในบางสถานการณ์ บทความนี้อาจสืบเนื่องจาก
บทความก่อนที่พูดถึงข้อดีของการคิดบวกไป แต่อะไรคือสิ่งที่ดีที่สุดละ? สิ่งที่ดีที่สุดคือ
คิดให้อยู่บนพื้นฐานของความเป็นจริง ตัดสินจากสิ่งที่เป็นและยอมรับกับสิ่งที่เกิด
ทว่าหากการคิดติดลบหรือคิดในเชิงลบไม่ได้แย่เสมอไปล่ะ? การคิดติดลบหรือคิดอะไร
ในเชิงลบ อาจช่วยให้บางอย่างดีขึ้น ถนอมบางสิ่งเอาไว้ ให้ออกมาลงตัวมากยิ่งขึ้น
หรือควบคุมเราไม่ให้ออกนอกกรอบ หรือเกินเบอร์มากจนเกินไป รวมถึงการมองเห็นอะไร
มากขึ้นกว่าเดิม เรามาดูกันดีกว่าว่า ประโยชน์ของการคิดลบ มันคืออะไร
1.ไม่คิดเข้าข้างตัวเอง!
ในบางครั้งเราอาจมั่นใจจนเกินไป หรือจนเกินเหตุ ทำให้เรากล้าทำอะไรอย่างบ้าบิ่น
หรือสุดโต่ง โดยที่ไม่กลัวหรือคาดไม่ถึงถึงคำวิจารณ์หรือกระแสตอบรับอันแย่กลับมา
ในบางทีเมื่อเรามั่นใจจนเกินเหตุ ก็อาจผยองได้ และพอเราได้ FeedBack เลวร้ายกลับมา
มันอาจทำให้เรา Down ลงอย่างน่าตกใจ เพราะเราไม่ได้เตรียมใจหรือนึกถึงความพายแพ้
ตรอมใจมาก่อนเลย แต่ถ้าเรารู้จักถ่อมตัวเสียบ้างบ้างเช่น คิดว่า ผลงานหรือ สิ่งนี้ของเราอาจ
ไม่ใช่ผลงานที่จะเข้าตาเขาหรอก แต่อย่างน้อยก็ทำเต็มที่แล้ว นี่แหละถึงเราจะคิดลบเกี่ยวกับ
ผลงานเราไปบ้าง แต่มันก็ทำให้เรารู้จักถ่อมตนไม่อวดดีจนเกินไป และเมื่อผลตอบรับออกมาไม่ดี
คุณอาจไม่เสียใจกับมันมากนัก เพราะเหมือนกับเข้าใจ และทำใจไว้เรียบร้อยแล้ว ทั้งนี้ทั้งนั้น
คุณอาจทบทวนสิ่งที่เกิดขึ้นทั้งหมดก่อนที่ผลจะออกมาแล้ว และเมื่อผลออกมาคุณจึงทำใจ
ยอมรับมันได้ดี นั้นคือข้อดีของมัน แต่ถ้าหากผลนั้นออกมาดี ก็ให้ถือว่าเป็นผลพลอยได้ที่ดี
ไปการที่เราไม่ได้คาดหวังแต่กลับได้ผลตอบรับที่ดี มันจะทำให้เราชื่นใจและดีใจเป็นกำลังใจต่อไป
อย่างมากเลยแหละ การไม่เข้าข้างตนเองจนเกินไป ทำให้ผลลัพธ์ที่ออกมานั้นเป็นที่ยอมรับและ
ทำใจได้ดีสำหรับตัวเราเองถึงแม้ว่าผลจะเป็นลบก็ตาม

2.มีข้อจำกัดในตนเอง!
การขีดเส้นไว้ให้ตัวเอง หรือตั้งแง่กับตัวเองไว้ว่า เราทำได้เท่านั้นเท่านี้ก็เพียงพอแล้ว บางครั้งอาจฟังดูแย่
แต่มันทำให้เรารู้Limitของตัวเอง และกำลังที่เราจะสามารถทำได้ ไม่ใช่ใครสั่งอะไรก็รับปากและทำได้ทุกอย่าง
เพราะกลัวเขาจะไม่ชื่นชมหรือดูถูกความสามารถเอา บางทีก็เหมือนแบกหาม เราต้องคิดบ้างว่าเราทำได้
เพียงเท่านี้และมันคือ Limit ที่เรามี ไม่ทำเกินกำลัง เหมือนกับไฟมาเติม แต่เชื้อเพลิงไม่มีเพราะเราไม่เคย
ตุนเชื้อเพลิงใว้ให้ตัวเองเลยไงล่ะ และ ในบางครั้งหากทำมากไปหรือมากไปกว่ากำลังหรือมันสมองที่มี
มันอาจจะเกิดทุกข์ต่อตัวเราเองได้ โดยที่กว่าเราจะรู้ตัว ก็อาจสายไปเสียแล้ว เราควรรู้จักตนเองให้มาก
และขีดเส้น Limit หรือข้อจำกัดของตัวเองให้ดี และรู้จักปฏิเสธให้เป็นเพื่อผลลัพธ์ที่ดีกว่า
3.คาดหวังน้อยลง!
สืบเนื่องจากทุกๆข้อที่ได้กล่าวมาแล้ว ในที่นี้หรือสิ่งที่เรากำลังพูดถึง ถ้าสังเกตดูดีๆ มันคอยบอกให้
เราคาดหวังน้อยลงจริงไหม? การคาดหวังน้อยลงทำให้เรามีสติมากขึ้น และยอมรับความจริงมากขึ้นอีกด้วย
เมื่อเราลดทุกอย่างให้น้อยลง เราจะมองเห็นอะไรมากขึ้น แต่ถ้าเรามองทุกอย่างเป็นบวกเกินไป เราอาจไม่เข้าใจ
วิถีของธรรมชาติที่เกิดขึ้นได้ทุกอย่าง

4.แก้ไขปัญหาอย่างถูกต้อง!
เมื่อเรามองบางสิ่งเป็นลบหรือในแง่ร้ายดูบ้าง เราจะเห็นปัญหาอย่างแท้จริง และอาจเห็นปัญหามากว่า
ที่เป็นอยู่ ประโยชน์ของมันคือ เราสามารถรับรู้ถึงปัญหาของมันได้อย่างถี่ถ้วนมากๆ และอาจมองเห็นปัญหา
ที่จะเกิดได้อนาคตจากการคิดล่วงหน้าหรือ การคิดไปก่อนหรือคิดไปเองตามที่ใครชอบพูดหรือ
ชอบว่าเรา ว่า “คิดไปก่อนอีกแล้ว!”จริงๆแล้วมีข้อดีอยู่มหาศาล การคิดไปก่อนก็เหมือนกับการคิดล่วงหน้า
การวางแผนวางแพลนล่วงหน้า รวมไปถึง การเตรียมรับมือกับผลที่จะเกิดได้ขึ้นได้เป็นอย่าง ดี และ
Professional เลยทีเดียวแหละหรือรวมไปถึงการคิดแทนผู้อื่น ใครว่าการคิดว่าการคิดแทนผู้อื่นไม่ดีเสมอไป
การคิดแทนผู้อื่น คือการวิเคราะห์เชิงลึกและประเมิณว่าเขากำลังคิดอะไร ต้องการอะไร และเราสามารถแก้ไข
ได้อย่างไร จากความต้องการเขา เหมือนกับการที่เราต้องเอาตัวเราไปสวมในตัวเขาดูเลยก็ว่าได้
แล้วมองออกมา และสิ่งนี้อาจเปรียบได้เหมือนการวิเคราะห์การตลาดหรือกลุ่มลูกค้าเลยละ ฮ่าๆ
มันคือการคิดแบบอาศัยหลักจิตวิทยาไงล่ะ การที่เราผวงกับางสิ่ง ทำให้เราต้องการค้นหาคำตอบ หรือ
เหตุผลที่อยู่ในใจผู้นั้น เพื่อเติมเต็มข้อมูลที่ขาดหายไปของเรา และสุดท้ายการพิชิตใจคนเหล่านั้น
จะไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไป! จะว่าไปสิ่งเหล่านี้มีข้อดีมีอยู่เพี๊ยบเลยนะ การคิดไว้ก่อนหรือคิดล่วงหน้า
เปรียบเสมือนคนมีแผนการ และมีเป้าหมายรู้จักจัดการกับสิ่งต่างๆที่จะเกิดในอนาคต ไม่ว่าจะเป็นปัญหา หรือ
เรื่องดีๆก็ตาม เฉกเช่นเดียวกับการคิดแทนผู้อื่น เพียงแต่คุณต้องนำมาใช้ให้เป็นและเกิดประโยชน์สูงสุด
(และอย่าสร้างความรำคาญให้ใครแล้วกัน ฮ่าๆ)
สรุป
การมองเรื่องบางเรื่องในแง่ลบไม่ได้เลวร้ายเสมอไป ในบางเรื่องที่ดูเป็นบวกอาจไม่สดใสอย่างใจคิด
เราอาจเติมความลบลงไปในคำว่าบวกก็จะเกิด Balance ตรงกลาง ที่เรียกว่า ความพอดี หรือ โลกแห่งความเป็นจริง
โลกแห่งความเป็นจริง คือสิ่งที่ดีที่สุดของการใช้ชีวิตของมวลมนุษย์ เรารับรู้มองเห็นและแก้ปัญหา
ไม่ใช่การอยู่เหนือปัญหาในทุกๆครั้งไป โลกแห่งความเป็นจริงอาจไม่ใช่ทั้งบวก หรือ ลบ เสียทีเดียว
แต่มันคือการทำสิ่งๆหนึ่งให้ถูกต้องบนพื้นฐานแห่งความจริงและหาทางออกให้ชีวิตอย่างสมเหตุสมผลและ
มีสมดุลย์ พร้อมกับความพอดี หรือทางสายกลางนั้นเอง






